
ต่อเนื่องจากเรื่อง “ขุนทึง”
มาต่อจากตอนที่แล้ว หลังจากเล่าเรื่อง “ขุนทึง” ส่วนแรกไปเรียบร้อย วรรณคดีเรื่องนี้ถือเป็นเครื่องสะท้อนความเชื่อ สังคม และวัฒนธรรมอีสานในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน เรื่องราวของชายหนุ่มนามขุนทึงจึงยังมีเรื่องราวต่อเนื่องที่น่าสนใจ
ขุนทึงเติบโตและขอวิเศษจากนาค
หลังจากขุนทึงถูกจับไปทิ้งในป่า ขุนเทืองผู้เป็นบิดาก็รับขุนทึงกลับไปอยู่ในพระนคร เมื่อขุนทึงเติบโต เขาได้กลับไปเยี่ยมมารดาของตนซึ่งเป็นนาค พร้อมขอวิเศษจากหม้อวิเศษของตาผู้เป็นนาค ในการกลับจากเมืองเชียงเงื้อม นางแอกขอให้ขุนทึงเอาขอวิเศษไปเกี่ยว ณ ที่ใด ให้ขุนทึงได้พักตรงนั้น ผลปรากฏว่าเกิดอิทธิฤทธิ์ขึ้น ทำให้เกิดเมืองใหม่ชื่อ “ศรีสัตตนาค” โดยมีขุนทึงเป็นผู้ปกครอง
การปกครองและครอบครัวของขุนทึง
ขุนทึงปกครองเมืองอย่างสงบร่มเย็น จนได้ นางทอง เป็นภรรยา ต่อมาเขาได้พบ นางชะนี ในป่าและมีบุตรชื่อ อำคา
เมื่ออำคาเติบโต เขาได้กลับไปหาขุนทึงและได้รับมอบเมืองศรีสัตตนาคปกครองต่อเป็นเวลา 1,000 ปี ก่อนอำคาจะเสียชีวิตและกลับไปอยู่กับนางชะนีในสวรรค์
ข้อคิดและคุณค่าของวรรณคดี
จากเรื่องขุนทึง จะเห็นได้ว่าวรรณคดีเรื่องนี้สะท้อนสภาพสังคมอีสานได้อย่างชัดเจน
- การที่อำคาจัดงานศพให้ขุนทึงผู้บิดา สอนให้ชาวอีสานรู้จัก บุญคุณของบิดามารดา
- ช่วยส่งเสริม ความแน่นแฟ้นของครอบครัว และค่านิยมทางสังคมผ่านวรรณกรรม
- รูปแบบการเล่าเรื่องซ้อนกัน (ขุนเทือง → ขุนทึง → อำคา) ทำให้ จำง่ายและเข้าใจง่าย สอดคล้องกับวิถีชีวิตเรียบง่ายของสังคมอีสาน
ลักษณะการเล่าเรื่อง
วรรณคดีเรื่องขุนทึงมีการเล่าเรื่องแบบทับซ้อน คือ
- ส่วนแรกเป็นเรื่องขุนเทือง ซึ่งต่อมาจะให้กำเนิดขุนทึง
- ส่วนหลังเป็นเรื่องขุนทึง ซึ่งต่อมาจะให้กำเนิดอำคา
ในแต่ละตอนมีโครงเรื่องคล้ายกัน เช่น การออกไปเที่ยวป่า พบคู่ครอง และมีบุตรกลับมาเป็นใหญ่ วิธีการเล่านี้ช่วยให้ ผู้อ่านและผู้ฟังจดจำเรื่องราวได้ง่าย และสะท้อนสังคมอีสานอย่างเรียบง่ายและมีระเบียบ
